UFABET ดียังไง จากคนขี้อายสู่การเป็นนักฟุตบอลแถวหน้า

Related image

UFABET ดียังไง สตาร์ลูกหนังชาวเซเนกัลกำลังอยู่ใน ‘ฟอร์มแห่งชีวิต’ 11 นัดหลังสุด มาเนทำไปแล้ว 11 ประตูมาเนเป็นผู้เล่นประเภทที่เรียกว่าเป็น ‘ผึ้งงาน’ ที่ทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในสนาม

คลอปป์บอกว่ามาเนนั้นเป็นผู้เล่นที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้วในสนามและมีทัศนคติที่ดีมาก จะให้เล่นแบบไหน ให้เล่นตรงไหน ไม่เคยเกี่ยง สิ่งที่เขาขาดไปคือความเชื่อมั่นว่าตัวเองมีฝีเท้าในระดับโลก

ไม่กี่วันก่อนหน้าเขาเพิ่งจะทำประตูที่งดงามมากที่สุดลูกหนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ และบางทีอาจจะงดงามที่สุดในความทรงจำของใครสักคน

กับการเร่งความเร็วเพื่อไปยังจุดนัดพบ สัมผัสบอลแรกที่เกี่ยวบอลลงอย่างนุ่มนวล การหมุนตัวที่อ่อนช้อยแต่แข็งแรงในเวลาเดียวกัน และการจบสกอร์อย่างนุ่มนวลและแม่นยำ

อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่ ซาดิโอ มาเน ทำในเกมที่อลิอันซ์ อารีนา นั้นไม่ใช่เรื่องของเทคนิคในการทำประตูเพียงอย่างเดียว มันมีเรื่องของศิลปะอยู่ในนั้นด้วย

ล่าสุดเขาทำประตูได้อีกครั้งในการไปเยือนฟูแลมที่คราเวน ค็อตเทจ คราวนี้อาจจะไม่ได้สวยงามจนชวนตะลึงอะไร แต่เป็นประตูที่มาจากการเล่นเป็น ‘ทีม’ ความพิเศษเล็กๆ อยู่ที่ประตูนี้เริ่มต้นจากตัวเขาและจบลงที่ตัวเขาเอง ผ่านการสอดประสานอย่างรู้ใจกับ โรแบร์โต เฟียร์มิโน

และในสถานการณ์ที่ลำบากของลิเวอร์พูลซึ่งพลาดถูกเจ้าบ้านตามตีเสมอได้จนชวนให้คิดว่าความหวังในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจะหลุดลอยไป ก็เป็นเขาอีกครั้งที่ช่วยทำให้ทีมได้จุดโทษ และสุดท้ายก็นำไปสู่ชัยชนะและการกลับคืนสู่ตำแหน่งจ่าฝูงอีกครั้ง แม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตาม

จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ ผมคิดว่าไม่ผิดอะไรหากเราจะบอกว่าสตาร์ลูกหนังชาวเซเนกัลกำลังอยู่ใน ‘ฟอร์มแห่งชีวิต’ ของเขาครับ

11 นัดหลังสุด มาเนทำไปแล้ว 11 ประตู นั่นทำให้สถิติรวมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ของเขาอยู่ที่ 17 ประตู เป็นอันดับ 2 ร่วมกับ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง, แฮร์รี เคน และโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ โดยเป็นรอง เซร์คิโอ อเกวโร เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น และที่สำคัญคือผลงานนั้นไม่มีลูกจุดโทษมาเจือปนแม้แต่ลูกเดียว

เขายังไล่ตามซาลาห์ – ดาวเด่นหมายเลขหนึ่งของทีมที่อยู่ในช่วงเวลาเลวร้ายที่ทำประตูไม่ได้เป็นเกมที่ 7 ติดต่อกัน – มาจนทัน โดยทั้งสองทำประตูไปคนละ 20 ประตูเท่ากันในเวลานี้

ดูแนวโน้มแล้วมีโอกาสที่เขาจะแซงหน้าและไปได้ไกลกว่าเพื่อนที่ช่วงเวลาหนึ่งเคยมีการสังเกตจากภายนอกว่าระหว่างมาเนและซาลาห์คล้ายจะมีการแก่งแย่งและแข่งขันกันอยู่

ไม่แปลกหากใครจะคิดว่ามันคือวันแห่งชัยชนะของเขา และดวงดาวที่เคยเป็นของซาลาห์ควรจะโคจรย้ายมาอยู่กับเขาได้แล้ว

เหมือนคำถามหนึ่งในช่วงหลังเกมกับบาเยิร์น มิวนิก เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วที่นักข่าวถามใน Mixed Zone (โซนที่นักข่าวจะดักสัมภาษณ์ผู้เล่นที่จะเดินทางออกนอกสนาม) ว่าเวลานี้ ซาดิโอ มาเน คือสตาร์ของทีมลิเวอร์พูลใช่ไหม

คำถามชวนเสี้ยมทีเดียว แต่คำตอบของมาเนนั้นต้องบอกว่า ‘อย่างหล่อ’ ครับ

“เรียนตามตรง ผมคิดว่าสตาร์ของลิเวอร์พูลก็คือพวกเราทั้งทีม”

ดูเหมือนเขาจะตอบได้ฉลาด แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการที่มาเนเป็นคนที่คิดแบบนั้นจริง และทุกสิ่งที่เขาทำก็เพื่อทีมเท่านั้นจริงๆ

มาเนเป็นผู้เล่นในประเภทที่เรียกว่าเป็น ‘ผึ้งงาน’ ที่ทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในสนาม

จริงอยู่ที่ในฐานะกองหน้า สิ่งที่จะตัดสินเขาได้ง่ายที่สุดคือจำนวนประตูที่ทำได้ แต่สำหรับผู้เล่นแบบมาเน มันเป็นการตัดสินที่ง่ายและฉาบฉวยเกินไป เพราะนั่นหมายถึงเรากำลังมองข้ามเรื่องของการทำงานหนักทั้งในเรื่องของเกมรุก การมีส่วนร่วมในเกม เรื่อยไปจนถึงการลงมาช่วยทำหน้าที่ในเกมรับ

ในเกมรุก มาเนเป็นผู้เล่นที่สามารถหาพื้นที่ในการเล่นได้อย่างดี ซึ่งนั่นไม่ได้เกิดจากการเดินเล่นหรือยืนเฉยๆ เพื่อรอบอลเข้ามาหา หากแต่เกิดจากการอ่านสถานการณ์เกม การเคลื่อนที่ไปหาตำแหน่งที่ว่าง

จุดเด่นของเขาอยู่ที่การเป็นผู้เล่นที่มีเทคนิคสูง มีความเร็วจัดจ้าน โดยเฉพาะการระเบิดความเร็วในชั่วพริบตาที่จะฉีกแนวรับคู่ต่อสู้ออกเป็นริ้วๆ และสิ่งที่พิเศษคือการเล่นที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะเขาเล่นได้ดีทั้งสองเท้า และแข็งแรงปราดเปรียวพอที่จะเปลี่ยนทิศทางการเล่นได้ตลอดเวลา

มาเนยังไม่ใช่ผู้เล่นที่งอมืองอเท้า แต่ยังชื่นชอบที่จะมีส่วนร่วมกับเกมเสมอ เราจะเห็นเขาถอยตำแหน่งต่ำลงมาเพื่อเชื่อมเกมกับเพื่อน หรือเพื่อดึงตัวประกบให้ตามมา และเปิดให้เพื่อนได้จู่โจมในพื้นที่อันตราย

เกมรับก็ไม่บกพร่อง ด้วยพละกำลังที่มีมากมายมหาศาลทำให้เขาสามารถวิ่งจากแนวรุกลงมาช่วยแนวรับได้ตลอดเวลา และยังเหลือแรงพอที่จะลุยกลับขึ้นไปใหม่เมื่อทีมตัดบอลได้ด้วย

แต่ถึงจะมีความสามารถมากมายเหลือล้น เขากลับมีจุดอ่อนสำคัญที่กลายเป็นตัวเหนี่ยวรั้งไม่ให้ก้าวไปสู่จุดที่ควรจะเป็น

จุดอ่อนที่ว่านั้นเป็นเรื่องที่ใครก็ช่วยเขาไม่ได้ด้วย เพราะมันคือการศรัทธาในตัวเองครับ

เรื่องนี้ เจอร์เกน คลอปป์ นายใหญ่ของเขาเคยพูดผ่านสื่ออย่างน้อย 2 ครั้งว่ามาเนนั้นเป็นผู้เล่นที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเก่งกาจในระดับไหน เพราะเขาขาดความเชื่อมั่นและขาดการนับถือในตัวเอง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของมาเนเป็นคนขี้อายและค่อนข้างถ่อมตน

เขาเกิดในแคว้นเซดิอูของเซเนกัล เป็นเด็กเงียบๆ ชนิดที่หัวหน้าหมู่บ้านของเขาที่แบมบาลีบอกว่าหากไม่สังเกตแล้วจะไม่รู้เลยว่าเขามีตัวตนอยู่จนกว่าเราจะได้เห็นเขาลงสนาม มาเนจึงจะเปล่งประกาย

เรียกว่าเขาไม่ชินกับการเป็นจุดสนใจและรับมือกับมันไม่ถูกนัก

แต่สำหรับคนที่ร่วมงานกับเขา หรืออย่างน้อยเคยได้เห็นมาเนอย่างใกล้ชิดต่างรู้ดีว่าเขามีดีอยู่กับตัวแค่ไหน

คลอปป์บอกว่ามาเนนั้นเป็นผู้เล่นที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้วในสนาม และมีทัศนคติที่ดีมาก จะให้เล่นแบบไหน ให้เล่นตรงไหน ไม่เคยเกี่ยง สิ่งที่เขาขาดไปคือความเชื่อมั่นว่าตัวเองมีฝีเท้าในระดับโลก (World-class Player)

พูดง่ายๆ คือคลอปป์มองว่ามาเนไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้เล่นในระดับนั้น

เรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องที่ฟังดูง่าย แต่ทำยาก และเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนักกีฬาในระดับสูงครับ เพราะในการจะก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ เพื่อยืนอยู่เหนือคนอื่นให้ได้นั้น ลำพังการทุ่มเทในการฝึกซ้อมหรือการทำหน้าที่ในสนามอย่างเดียวไม่พอ

นักกีฬาระดับโลกจำเป็นจะต้องมีแรงกระตุ้นที่มาจากภายในตัวของพวกเขาเองด้วย และจำเป็นจะต้องนำมาใช้อย่างถูกวิธีเพื่อที่จะทำได้ดีและไปได้ไกลกว่าคนอื่น

คริสเตียโน โรนัลโด คือกรณีตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ ในฐานะนักกีฬาที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างสูงสุดและไม่คิดจะยอมแพ้ใคร

โรนัลโดเอาชนะได้แม้กระทั่ง ‘วันเวลา’ ที่แม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 34 ปี แต่เขายังเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเดิม และไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนกำลังลงไป มีแต่จะยิ่งเก่งยิ่งเก๋าขึ้น

ขณะที่มาเนขาดสิ่งเหล่านี้ไปในช่วงก่อนหน้านี้ แต่หากสังเกตให้ดี ลึกๆ แล้วเขาก็มีความรู้สึกร้อนแรงที่ซ่อนอยู่ และความรู้สึกนั้นแสดงออกให้เห็นผ่านความพยายามในการที่จะพิสูจน์ตัวเองในสนาม

โดยเฉพาะในการพิสูจน์ว่าเขาก็ไม่ได้ด้อยหรือเป็นรองเพื่อนอย่างซาลาห์ที่ก้าวเข้ามาแย่งความเป็นดาวเด่นไปจากเขาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ปัญหาในช่วงที่ผ่านมาคือมาเนบริหารจิตใจตัวเองได้ไม่เก่งนัก หลายครั้งที่พลาด บ่อยครั้งที่ผิด ฝืนเกินไปก็มีไม่น้อย ยิ่งพานเสียความมั่นใจไปกันใหญ่ (และนั่นเป็นเหตุผลที่คลอปป์พยายามออกมาเตือนสติว่าสิ่งเดียวที่เขาขาดไปคือเรื่องนี้)

จุดเปลี่ยนในชีวิตของมาเนอยู่ที่การที่เขาเริ่มทำประตูได้ต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้าปี 2019 เป็นต้นมา

จากประตูชัยในเกมกับคริสตัล พาเลซ ที่ได้มาในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมื่อวันที่ 19 มกราคม มาเนทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง อย่างที่บอกครับว่า 11 นัดหลังสุดเขาทำได้ 11 ประตู โดยมีแค่ 3 นัดที่เขาทำประตูไม่ได้ และเป็น 3 นัดที่ลิเวอร์พูลไม่ชนะในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอฟเวอร์ตัน และบาเยิร์น มิวนิก ในการพบกันนัดแรกที่แอนฟิลด์

แต่ละลูกที่เขาทำได้ค่อยๆ เติมความมั่นใจให้กับเขามากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ จนสังเกตได้จากการเล่นในเวลานี้ว่ามาเนมีความมั่นใจสูง การตัดสินใจที่เคยบิดๆ เบี้ยวๆ จนเคยทำให้แฟนบอลตั้งคำถามก็แทบไม่มีให้เห็นอีก

ความมั่นใจที่เพิ่มพูนของเขายังถูกแบ่งปันเป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลด้วย

นัยน์ตาของเขามันบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เขาเล่นได้อย่างมีความสุข เขาได้ผ่านช่วงเวลาของการเติบโต (Coming of age) ก้าวสู่การเป็นคนที่โตขึ้น เก่งขึ้น และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

แน่นอนครับว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น แต่มาเนไม่กลัว เขาพร้อมจะเดินออกมาจากเงาของคนอื่นและยืนอยู่แถวหน้าในฐานะ ‘ผู้นำ’ แล้ว

สิ่งสำคัญสำหรับมาเนหลังจากนี้คือความมั่นคงทางจิตใจที่ต้องไม่แกว่งไกวตามกระแสลม


UFABET แทงบอลพารวย

สนับสนุนสาระดีๆโดย UFABET